- Advertisement -
- Advertisement -
Home แบรนด์รถยนต์ Bentley เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ฉลอง 75 ปี ศูนย์กลางการผลิตอัครยนตรกรรมหรู ณ เมืองครูว์

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ฉลอง 75 ปี ศูนย์กลางการผลิตอัครยนตรกรรมหรู ณ เมืองครูว์

ผลิตอัครยนตรกรรมต้นแบบกว่า 206 คัน และอัครยนตรกรรมในสายการผลิตอีก 197,068 คัน นับเป็น 97% ของสายการผลิตทั้งหมด

เบนท์ลีย์ มอเตอร์สฉลอง 75 ปีแห่งการเป็นศูนย์กลางการผลิตอัครยนตรกรรมหรู ณ เมืองครูว์ สหราชอาณาจักร โดยมีอัครยนตรกรรมในตำนานอย่าง รถยนต์เบนท์ลีย์รุ่น Mk 5 (Mk V) อัครยนตรกรรมรุ่นสุดท้ายที่ผลิต ณ เมืองดาร์บี ก่อนที่จะเริ่มฐานการผลิตใหม่ ณ เมืองครูว์ ในเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2489 ซึ่งได้เผยโฉมเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้บริเวณหน้า โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ฐานการผลิตอัครยนตรกรรมรุ่นปัจจุบันของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส

ช่วง 75 ปีที่ผ่านมา อัครยนตรกรรมหรูจำนวนกว่า 197,086 คัน หรือคิดเป็น 97% ของสายการผลิตทั้งหมดของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ได้ถูกประกอบด้วยแรงงานของช่างฝีมือชั้นยอด กลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่สำคัญ โดยมีอัครยนตรกรรมกว่า 38,933 คันถูกประกอบก่อนหน้าโมเดลในยุคปัจจุบันอย่าง คอนติเนนทัล จีที (Continental GT) และ เบนเทก้า (Bentayga) ที่เปิดตัวไปในช่วงที่ผ่านมา

โดยประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า 84% ของอัครยนตรกรรมที่ประกอบขึ้นทั้งหมด ณ เมืองครูว์ เพื่อจำหน่ายในสหราชอาณาจักรนั้นยังคงโลดแล่นอยู่บนท้องถนนจนถึงทุกวันนี้ และจำนวนที่ยังคงเพิ่มมากขึ้น ด้วยศักยภาพในการผลิตของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สที่ผลิตอัครยนตรกรรมกว่า 85 ต่อวัน เทียบเท่ากับปริมาณการผลิตในหนึ่งเดือนเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว  

มร. ปีเตอร์ บอส์ช หนึ่งในคณะกรรมการด้านการผลิต เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส กล่าวว่า  “กว่า 75 ปี ที่ฐานการผลิต ณ เมืองครูว์ได้นิยามการผลิตอัครยนตรกรรมหรู ให้เป็นที่ประจักษ์ถึงงานฝีมือและคุณภาพชั้นเยี่ยม ณ ช่วงเวลานั้น ช่างฝีมือของเราได้ประกอบอัครยนตรกรรมที่โด่งดังและเป็นที่ต้องการมากที่สุดอย่าง ราชพาหนะที่ใช้ในราชสำนักทั่วโลกและรุ่นที่ออกแบบเฉพาะกิจ เหนือสิ่งอื่นใด ผมต้องขอยกความดีความชอบให้กับทีมงานช่างฝีมือที่เมืองครูว์ทุกท่าน และผมขอขอบคุณสำหรับความเสียสละและความทุ่มเทของพวกเขากว่า 30 ปีที่ผ่านมา

แผนการลงทุนล่าสุดของพวกเราได้เปลี่ยนแปลงโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์สไปสู่ฐานการผลิตในแบบบูรณาการที่ทันสมัย โดยประกอบไปด้วย มาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นวัตกรรมการผลิต และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของเราต่อไปอีกในอนาคตข้างหน้า ในส่วนงานอื่นๆของโรงงานฯ เราได้มีการนำระบบการผลิตแบบดิจิทัลที่ทันสมัยเข้ามาใช้เพื่อทดแทนแรงงานด้านงานฝีมือแบบดั้งเดิมที่ใช้ในสายการผลิตมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486

ณ ตอนนี้ เรากำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้กลับมาต้อนรับลูกค้าของเราสู่โรงงานฯ ณ เมืองครูว์เพื่อมาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับทีมงานของเราอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2462 เมืองครูว์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของการผลิตอัครยนตรกรรมหรูเมื่อปี พ.ศ. 2481 บริเวณ ถนน พิมส์ เลน (Pyms Lane) ซึ่งได้เปลี่ยนจากไร่ปลูกมันเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เครื่องบินรุ่น เมอร์ลิน (Merlin) ซึ่งถือเป็นกำลังหลักในช่วงยุคสงคราม เนื่องจากเหตุผลทางด้านการคมนาคมและการเป็นแหล่งการจ้างงานของช่างฝีมือ ซึ่งฐานการผลิตที่เมืองครูว์จึงได้มีการจ้างงานกว่า 10,000 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2486

เมื่อสายการผลิตรถยนต์สิ้นสุดลงในช่วงยุคสงคราม ฐานการผลิตเดิม ณ เมืองดาร์บี (Derby) จึงได้เริ่มผลิตเครื่องยนต์ของเครื่องบินเจ็ตในปี พ.ศ. 2489 หลังจากนั้น จึงมีการหาพื้นที่ใหม่และให้พนักงานยังคงได้ฝึกฝนเทคนิคที่จำเป็นในการผลิตรถยนต์ อาทิ การทำสี  การเตรียมการเพื่อการป้องกันการสึกกร่อน งานไม้ และงานตัวถังรถ

รถยนต์เบนท์ลีย์รุ่น Mk 6 (Mk VI) ได้กลายเป็นรถยนต์เบนท์ลีย์คันแรกที่ขั้นตอนการประกอบทั้งหมดดำเนินการที่โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ และเป็นรถยนต์คันแรกที่ตัวถังของรถประกอบด้วยเหล็กเป็นมาตรฐาน เครื่องยนต์ขนาด 4.3 ลิตร 6 เครื่องยนต์ซึ่งถูกประกอบเข้ากับตัวถังในช่วงเปิดตัวได้ถูกอัปเกรดเป็นเครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร ในปี พ.ศ. 2494 โดย รถยนต์เบนท์ลีย์รุ่น Mk 6 (Mk VI) ได้ถือเป็นสัญลักษณ์ของการถือกำเนิดของสายการผลิตอัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ในยุคใหม่และถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มียอดขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่โดดเด่นอีกหลายรุ่นที่ผลิตตามออกมา ณ โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ไม่ว่าจะเป็น รุ่น อาร์-ไทป์ คอนติเนนทัล (R-Type Continental) รุ่น เทอร์โบ อาร์ (Turbo R) รุ่น อาร์นาจ (Arnage) และ รุ่น อาเซอร์ (Azure)   

ทราบกันดีว่า ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ในปี พ.ศ. 2541 ตามมาด้วยการควบรวมกิจการของ โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป (Volkswagen Group) ซึ่ง ทาง โฟล์คสวาเกน กรุ๊ป (Volkswagen Group) ก็ได้ลงทุนอย่างมหาศาลในการปรับปรุงโรงงานฯ และเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ผลิกหน้าประวัติศาสตร์สู่ยุครุ่งเรืองของเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส  

พิมส์ เลน (Pyms Lane) ยังคงเป็นศูนย์กลางของโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เมืองครูว์ ตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานฯ ในปี พ.ศ. 2481 ที่ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์รักษ์โลก และผู้ผลิตอัครยนตรกรรมหรูแห่งแรกที่ประสบความสำเร็จ อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เบนท์ลีย์ มอเตอร์จะเปิดตัวอาคารศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Building) และศูนย์ทดสอบทางด้านวิศวกรรมยานยนต์ (Engineering Test Centre) ซึ่งทั้งสองแห่งจะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนแผนงานของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สสู่การผลิตอัครยนตรกรรมไฟฟ้า

แผนงานที่เบนท์ลีย์ มอเตอร์สกำลังดำเนินการสำหรับสายการผลิตคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “Beyond100” ซึ่งเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้ผลิตอัครยนตรกรรมหรูรักษ์โลกแบบเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2573 พร้อมกับมาตรการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโรงงานฯ เมืองครูว์ หลังจากนั้น  

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เตรียมมุ่งสู่ผู้ผลิตอัครยนตรกรรมไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ (PHEV & BEV) ภายในปี พ.ศ. 2569 หลังจากนั้น อัครยนตรกรรมของเบนท์ลีย์จะเปลี่ยนสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ภายในปี พ.ศ. 2573 กลยุทธ์ “Beyond100” จะผลิกโฉมเบนท์ลีย์ในทุกมิติ เพื่อเตรียมมุ่งสู่ศตวรรษที่สองของผู้ผลิตอัครยนตรกรรมหรูชั้นนำของโลก

 

Sirote Petchjamroensuk
The Old Writer Never Die. Content is The King. I Believe I Can Fly. Higher & Higher!
- Advertisement -

Stay Connected

42,631FansLike
902FollowersFollow
100FollowersFollow
541,000SubscribersSubscribe

Must Read

- Advertisement -

Related News

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here